01/29/2023

5 เทรนด์คลาวด์ที่ต้องจับตาปี 2566

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากเริ่มหันมาใช้คลาวด์เพื่อสนับสนุนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ดี บริบทในเรื่องความปลอดภัยและความจำเป็นที่จะต้องสามารถอินทิเกรทข้อมูลจากทุกสภาพแวดล้อมได้ ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ในองค์กร บนพับลิคคลาวด์ หรือไฮบริดคลาวด์ ทำให้วันนี้โฟกัสขององค์กรต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป

ในวันนี้ที่องค์กรต่างๆ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับปี 2566 ไอบีเอ็มได้เปิดเผยถึง 5 เทรนด์สำคัญของอนาคตคลาวด์ที่ต้องจับตาในปีหน้านี้ ประกอบด้วย

เทรนด์ 1: ปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ภายใต้มุมมองแบบองค์รวม

แม้ว่าองค์กรมากกว่า 77% ได้เริ่มนำแนวทางแบบไฮบริดคลาวด์มาใช้ แต่มีองค์กรน้อยกว่าหนึ่งในสี่ที่บริหารจัดการสภาพแวดล้อมคลาวด์ของตนแบบองค์รวม ซึ่งหมายความว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหา Frankencloud หรือระบบคลาวด์ที่ขาดการเชื่อมต่อกัน ทำให้แทบไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยของระบบได้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือองค์กรเหล่ายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าประสบปัญหาเหล่านี้อยู่

ในปี 2566 องค์กรจะต้องการกลยุทธ์การรักษาความปลอดภัยแบบองค์รวมที่ให้มุมมองข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วทั้งสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ในองค์กร บนพับลิคคลาวด์ หรือไฮบริดคลาวด์ ในขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ ต้องเริ่มเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะในวันที่ควอนตัมคอมพิวติ้งมีความก้าวล้ำขึ้น และอาจสามารถทำลายอัลกอริธึมการเข้ารหัสได้ จะทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยการเข้ารหัสแบบ quantum safe จะเป็นอีกเรื่องที่องค์กรต้องเริ่มให้ความสนใจ

เทรนด์ 2: องค์กรจะผนึกพลังเมนเฟรมและคลาวด์ในก้าวย่างโมเดิร์นไนเซชัน

ในวันนี้ที่มีการเดินหน้าสู่เส้นทางไฮบริดและมัลติคลาวด์มากขึ้น โฟกัสขององค์กรต่างๆ ได้เปลี่ยนไปสู่การพิจารณาว่าเวิร์คโหลดใดควรได้รับการจัดเก็บอยู่ที่ใด เวิร์คโหลดและแอพพลิเคชันใดเหมาะสมที่สุดสำหรับคลาวด์และส่วนไหนควรได้รับการจัดเก็บบนระบบ on-premise ในองค์กร ในปี 2566 องค์กรจำนวนมากจะตระหนักว่า สิ่งที่ต้องเลือกไม่ใช่การเลือกระหว่างเมนเฟรม หรือ คลาวด์ – แต่เป็นเมนเฟรม และ คลาวด์ การผสานคลาวด์และเมนเฟรมอย่างมีกลยุทธ์ จะช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับนวัตกรรม ความเร็ว และความปลอดภัย เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จในยุคดิจิทัล

เทรนด์ 3: ความยั่งยืนในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์

ในปี 2566 เราจะเห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นที่เริ่มศึกษาถึงบทบาทสำคัญของไฮบริดคลาวด์ในการช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน ผู้นำองค์กรจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งระบบไอที โดยที่ความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพการทำงานไม่ถูกลดทอนลง องค์กรจะพิจารณาแนวทางของไฮบริดคลาวด์ที่ใช้ประโยชน์จากระบบบนคลาวด์ ร่วมกับพลังของระบบ on-premise ในองค์กร ที่จะทำให้การรันแอพพลิเคชันต่างๆ เกิดคาร์บอนฟุตปรินท์ลดลง สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดปริมาณการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กร

เทรนด์ 4: การเพิ่มขึ้นของคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง

ในแลนด์สเคปทางธุรกิจปัจจุบัน ความสามารถในการดำเนินการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างรวดเร็วนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอย่างอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน

ในปีหน้า เราจะเห็นองค์กรในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินจำนวนมาก หันมาพิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับจากคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็มั่นใจได้ว่าจะเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบต่างๆ ที่กำกับดูแลอยู่

เทรนด์ 5: การปกป้องข้อมูลในยุคที่ภัยคุกคามแรนซัมแวร์ทั่วโลกเติบโต

ในขณะที่องค์กรต่างๆ พยายามที่ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าในยุคดิจิทัล พวกเขาก็จำเป็นต้องก้าวนำหน้าภัยคุกคามแรนซัมแวร์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย แม้ว่าสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าแพลตฟอร์มและบริการต่างๆ นั้นใช้งานง่ายสำหรับลูกค้า แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือต้องแน่ใจว่าแพลตฟอร์มและบริการเหล่านั้นต้องสามารถปกป้องผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อนหรือต้องการเรียกค่าไถ่ข้อมูลได้

ในปี 2566 การหาสมดุลระหว่างการโมเดิร์นไนซ์ระบบและการปกป้องผู้บริโภคหรือผู้ที่มีส่วนได้เสียจากความเสี่ยงต่างๆ จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นที่เลือกดำเนินกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปกป้องเวิร์คโหลด mission-critical