01/28/2023

News

อวาย่าผลักดันผลิตภัณฑ์ Video Collaboration Solution สำหรับ Mobile Enterprise

Video solution ที่สมเหตุสมผลซึ่งได้รับการออกแบบให้มีความเรียบง่ายและสนับสนุนการทำงาน ร่วมกัน ในลักษณะ mobile collaboration
ด้วยระดับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้สำหรับกลุ่มองค์กรขนาดกลาง (SME) และ องค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise)
มาพร้อมความสามารถแบบไร้ข้อจำกัดในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบของอวาย่า กับ ระบบของผู้ผลิตอื่นๆ และรวมถึง video conferencing platform จากผู้ผลิตรายต่างๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะ open collaboration ที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตอบสนองความต้องการของตลาด mobile enterprise กลุ่มผลิตภัณฑ์ video collaboration solution ใหม่นี้มาพร้อมกับขีดความสามารถใหม่ๆ และเปี่ยมประสิทธิภาพขึ้นอีกขั้น ทั้งยังช่วยให้เข้าถึงฟังก์ชั่นด้านการสื่อสารผ่านวิดีโอที่ครบครันสำหรับ face to face collaboration จากอุปกรณ์ประเภทอุปกรณ์มือถือพกพา รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป และ room-based system ต่างๆ ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายและครอบคลุมมากที่สุด

จากการเปิดตัวในครั้งนี้ อวาย่าได้นำเสนอขีดความสามารถด้าน video collaboration ใหม่ๆ ให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ และ ขนาดกลาง ดังต่อไปนี้:

– Avaya Aura® Conferencing พร้อมกับ Avaya Flare® Experience 1.1 เพิ่มขีดความสามารถด้าน video collaboration เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันผ่านทั้งระบบ voice, video และ web ได้อย่างเป็นเอกภาพจากที่ใดก็ได้ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน Avaya Aura Conferencing รองรับการประชุมพร้อมกันสูงสุดถึง 7,500 สาย หรือรองรับจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดถึง 75,000 คน บน distributed SVC-based switched video architecture ที่มีศักยภาพด้าน video collaboration ที่ให้คุณภาพและความจุสูง แต่ใช้แบนด์วิดธ์น้อยลงถึงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับโซลูชั่นจากผู้ค้ารายอื่นๆ

– Scopia XT5000 room system มาพร้อมกับ MCU แบบ 4 หรือ 9 พอร์ต และ SIP ที่ใช้งานร่วมกับ Avaya IP Office นอกจากนี้ ระบบ room-based XT5000 แบบ all-in-one ในระดับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ยังมาพร้อมแพคเกจเสริมสำหรับองค์กรขนาดกลาง (SME) และ workgroup ที่มีทั้ง Scopia Desktop และ Scopia Mobile

– Scopia Mobile นอกเหนือจากเครื่อง Apple iPhone และ iPad แล้ว ยังขยายไปยังอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Android™ และสามารถดาวน์โหลดอแพพลิเคชั่นได้ฟรีจาก Google Play และ Apple App Store ทั้งนี้ Scopia Mobile นับเป็น standards-based mobile video application เวอร์ชั่นแรกที่ช่วยให้การใช้งานแบบ HD video conferencing และ data collaboration เกิดขึ้นได้ พร้อมขีดความสามารถในการทบทวน (review), การควบคุม conference call, การจำกัด (moderation) และ การจัดการ (administration) ผ่านอินเตอร์เฟซ (UI) ที่ใช้งานง่ายและชาญฉลาด

– Scopia XT Executive 240 (XTE 240) เป็น executive desktop video conferencing system ประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด พร้อมอุปกรณ์เสริม MCU ในตัว โดย XTE 240 จะเป็น desktop system ที่ราคาย่อมเยาที่สุดในตลาด ทั้งยังพร้อมด้วยระบบ live video ความละเอียดสูงและ content sharing ที่ทำงานพร้อมกันโดยใช้ H.264 SVC และ H.264 High Profile เพื่อให้ได้คุณภาพ รวมถึงความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของแบนด์วิดธ์ที่สูง

– Scopia TIP Gateway ช่วยให้สามารถรองรับการใช้งานแบบ 3 หน้าจอสำหรับบริการ audio, video และ data-sharing ในสภาพแวดล้อม telepresence ของซิสโก้ โดย Scopia TIP Gateway ดังกล่าวรองรับความต้องการของลูกค้าที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้งานระบบ telepresence suite อยู่แล้ว รวมถึงผู้ให้บริการที่มีบริการ telepresence exchange network ด้วย โดยโซลูชั่นนี้เสริมขีดความสามารถของอวาย่าในการทำงานร่วมกันกับระบบ telepresence แบบ standards-based ได้ทุกระบบ ซึ่งรวมถึงระบบจาก LifeSize, Polycom และ Tandberg

– Scopia Management System มาพร้อมกับ browser-based interface ที่เรียบง่าย เพื่อความสะดวกในการจัดการ video collaboration deployment จากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC), Mac, สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต โดยอินเตอร์เฟซดังกล่าวผสานกับ Google Maps ที่ให้มุมมองทางภูมิศาสตร์ทั่วโลกของ collaboration topology ตลอดจนคุณสมบัติที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม เช่น multi-tenancy, บริการประเภท concierge service, ขีดความสามารถในการขยายระบบเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานได้สูงสุดถึง 400,000 คน (สำหรับผู้ให้บริการและองค์กรขนาดใหญ่)

– Avaya Client Applications พร้อม Microsoft Lync, Outlook และ Office integration ใช้ Avaya Aura® เพื่อนำเสนอช่องทางการสื่อสารแบบ point-to-point และ point-to-multi-point รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ (interoperability) ในส่วนของ video conferencing solution ที่มาจากผู้ผลิตหลายราย ซึ่งได้แก่โซลูชั่นจาก Avaya-Radvision, LifeSize และ Polycom ทั้งนี้ Avaya Client Applications เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภท plug-ins สำหรับ real-time collaboration จาก Microsoft desktop application เช่น Lync/OCS, Office, Internet Explorer และ Dynamics (CRM) รวมถึง IBM Sametime และ Salesforce.com (CRM)

Avaya Aura Conferencing, Avaya Flare Experience และ Scopia Enterprise Solutions สามารถรองรับหรือทำงานร่วมกันระหว่างระบบได้กับ Avaya Aura ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ real-time collaboration แบบเปิดในลักษณะ standards-based โดยเมื่อเร็วๆ นี้ อวาย่าได้เปิดตัว Avaya Aura Virtual Environment (Avaya Aura VE) ซึ่งจะช่วยให้แอพพลิเคชั่นในกลุ่ม Avaya Aura unified communications และ contact center สามารถทำงานบนโซลูชั่นในกลุ่มVMware® virtualization ได้ โดยนอกจากนี้ Avaya Aura VE ยังช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถเร่งกระบวนการติดตั้งและใช้งาน (deployment) แอพพลิเคชั่นในกลุ่ม mobile collaboration ทั่วทั้งองค์กร ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในครั้งนี้ด้วย

Avaya

แอมด็อคส์เปิดตัวโซลูชั่นการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

โซลูชั่นนี้จะช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น โดยปรับเปลี่ยนขั้นตอนธุรกิจทั้งหลายให้เป็นอัตโนมัติตามแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และรวมศูนย์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

ณ งานประชุม “มาเนจเม้นท์ เวิลด์ อเมริกา” (Management World Americas) เมื่อเร็วๆ นี้ แอมด็อคส์ (NYSE: DOX) ผู้นำตลาดในด้านนวัตกรรมระบบบริการลูกค้า ได้เปิดตัวโซลูชั่นการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของแอมด็อคส์ (Amdocs Product Lifecycle Management) โซลูชั่นใหม่ที่ช่วยรวมศูนย์และปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานภายในของผู้ให้บริการให้เป็นอัตโนมัติ นับตั้งแต่การสร้างแนวความคิดไปจนถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ออกสู่ตลาดลงได้อย่างมาก โดยโซลูชั่นดังกล่าวมีผู้ให้บริการนำไปใช้แล้ว 2 ราย รายหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีกรายอยู่ในทวีปอเมริกาใต้

โซลูชั่น แอมด็อคส์ โปรดักท์ ไลฟ์ไซเคิล มาเนจเม้นท์ ประกอบด้วย:
– เอนเตอร์ไพรซ์ โปรดักท์ แคตตาล็อก (Enterprise Product Catalog) ผลิตภัณฑ์จากแอมด็อคส์ที่ครองความเป็นผู้นำตลาด ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ให้บริการกว่า 40 รายทั่วโลก ทั้งในกลุ่มระดับหนึ่งและระดับสอง โดยทำหน้าที่รวมศูนย์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ทั้งหมดทั่วทุกสายธุรกิจของผู้ให้บริการ
– แพลตฟอร์ม การบริหารจัดการขั้นตอนธุรกิจ (Business Process Management) หรือ BPM ที่จัดว่าดีที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มระดับเดียวกัน โดยสามารถผนวกเข้ากับสภาพแวดล้อมในระบบที่มีอยู่เดิมของผู้ให้บริการได้อย่างง่ายดาย พร้อมเสริมประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรได้อย่างมาก
– เอื้อให้เกิดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practice) ในขั้นตอนธุรกิจแบบบูรณาการทุกส่วน โดยอาศัยประสบการณ์ที่ได้จากแผนกให้คำปรึกษาของแอมด็อคส์ ที่ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการหลายรายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และในการสนับสนุนการจัดการความเปลี่ยนแปลงขององค์กร กระบวนการครอบคลุมการจัดการวงจรของผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ทั่วไปและขายพ่วง และครอบคลุมกิจกรรมด้านขั้นตอนการทำงานกว่า 100 กิจกรรม รวมถึงรองรับเว็บฟอร์มกว่า 50 รูปแบบ เช่น แบบฟอร์มสนับสนุนการสร้างบทวิเคราะห์ตลาด กรณีศึกษาทางธุรกิจ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการประเมินผลกระทบของเครือข่าย

“เมื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์กรทั้งหลายจะได้รับมอบหมายงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งแต่การตลาด การเงิน และกฎหมาย ไปจนถึงไอทีและฝ่ายดูแลเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้ให้บริการที่ต้องการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว” อารี บาเนอร์จี นักวิเคราะห์อาวุโสของเฮฟวี่ รีดดิ้ง (Heavy Reading) กล่าว “โซลูชั่นการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของแอมด็อคส์ (Amdocs Product Lifecycle Management) เป็นครั้งแรกที่โซลูชั่นมาพร้อมกับแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practice) ในส่วนของขั้นตอนธุรกิจแบบบูรณาการ เพื่อควบคุมการไหลที่ซับซ้อนของข้อมูล ช่วยให้สามารถสร้างนวัตกรรมบริการ ตลอดจนร่นเวลาและลดการใช้ทรัพยากรที่ใช้ไปกับแนวความคิดที่เกิดประโยชน์น้อยกว่าโดยการระงับแนวคิดเหล่านั้นแต่เนิ่นๆ”

“ปัจจุบัน ผู้ให้บริการต้องแข่งขันกับผู้เล่นที่ให้บริการด้านการรับชมวิดีโอบนเครือข่าย (Over-the-Top: OTT) และผู้ให้บริการเครือข่ายเคลื่อนที่แบบเสมือนจริง” รีเบคก้า พรูดออม กล่าว “โซลูชั่นการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของแอมด็อคส์อันล่าสุดนี้เป็นผลมาจากประสบการณ์กว่า 30 ปีของแอมด็อคส์ในการสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ให้บริการที่ต้องการนำเสนอโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น”

Amdocs_-_Logo

ผลสำรวจความสุขของคนกรุงเทพ

Life’s Good Poll แบบสำรวจความสุขของคนกรุงเทพมหานครโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  เผยผลสำรวจด้านทัศนคติของคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งส่งผลต่อชีวิตที่มีความสุขว่า
– คนกรุงเทพฯ ยกให้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตมีความสุขเป็นอันดับ หนึ่ง (ร้อยละ 32)
– โทรทัศน์และโน้ตบุ๊คเป็นอันดับรองลงมา (ร้อยละ 24 และ 19 ตามลำดับ)
– เทคโนโลยีที่จะช่วยให้พวกเขามีความสุขมากขึ้น คือการมีสัญญาณ W-iFi ฟรีและแรงครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ

คนกรุงเทพฯที่ร่วมการสำรวจ ยังเชื่อว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าและแก็ดเจ็ตทั้งหลายช่วยให้ชีวิตง่าย สะดวกมากขึ้น (ร้อยละ 35)
ในขณะที่เทรนด์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนกรุงเทพฯ ต้องการคือ มีราคาที่เหมาะสม (ร้อยละ 36) รวมถึงการมีคุณภาพที่ดี ทนทานและใช้งานง่าย (ร้อยละ 20, 18 และ 11 ตามลำดับ)

เมื่อถามถึงทัศนคติด้านความสุขของตนเองและสังคม เชื่อว่า
– ปัญหาด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นปัญหาสังคมที่จะส่งผลต่อชีวิตให้มีความ สุขมากยิ่งขึ้น หากได้รับการแก้ไข (ร้อยละ 32)
– รองลงมาคือปัญหาด้านการเมือง คอร์รัปชั่น และความสามัคคีภายในชาติ (ร้อยละ 16 เท่ากัน)

และสำหรับประเด็นเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ซึ่งจะส่งผลต่อคนไทยในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ปรากฏว่า
– ร้อยละ 35 เชื่อว่าคนไทยจะเสียเปรียบมากกว่า เพราะแรงงานต่างชาติจะเข้ามาแย่งแรงงานไทย
– ร้อยละ 12 ไม่รู้จักและไม่รู้เลยว่า AEC จะส่งผลต่อคนไทยอย่างไร
– จำนวนที่เหลือเชื่อว่า AEC จะช่วยให้เกิดการสร้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย และช่วยให้แรงงานไทยทำงานต่างประเทศได้มากขึ้น

ผลสำรวจของ Life’s Good Poll เผยว่าความสุขในภาพรวมของคนกรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.37 โดย
– คนที่คิดว่าตนเองมีความสุขมากถึงมากที่สุดมีเพียงร้อยละ 7
– มีความสุขปานกลาง ร้อยละ 54
– และน้อยถึงน้อยที่สุด ร้อยละ 39

เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ กลุ่มที่มีความสุขน้อยที่สุดคือ 20-25 ปี ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่านิยามของชีวิตที่มีความสุขนั้นแตกต่างกันตามช่วง อายุ
– คนกรุงเทพฯ อายุ 30 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 26) เชื่อว่าชีวิตที่มีความสุขคือ การมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ
– กลุ่มหนุ่มสาวอายุ 20-25 ปี (ร้อยละ 23) จะมีความสุขหากได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและใช้ชีวิตตามที่ต้องการ
นอกจากนี้ การมีเพื่อนร่วมงานที่ดีกลับมีความสำคัญต่อความสุขในการทำงานของคนกลุ่มนี้ มากกว่าความก้าวหน้าในหน้าที่การงานซึ่งส่งผลต่อความสุขของกลุ่มคนอายุ 36 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 25)

อัพเดต Ubuntu บนสมาร์ตโฟน

“In every dual-core phone, there’s a PC trying to get out.” นี่ถือเป็นสโลแกนที่น่าคิดมาก ลองนึกภาพว่า หากคุณนำโทรศัพท์มือถือที่ใช้ซีพียูหลายคอร์ มาวางใน Docking ซึ่งต่อกับจอมอนิเตอร์ และคีย์บอร์ด แล้วมันกลายเป็นเครื่องพีซีที่รัน Ubuntu และสามารถใช้งานซอฟต์แวร์บน Ubuntu ได้

แนวคิดนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัท Canonical ก็ได้เปิดตัวแนวคิดนี้ด้วย Ubuntu for Android ซึ่งก็หมายความตามนั้นจริงๆ คือ เป็นการรัน Ubuntu โดยอาศัยเคอร์แนล และไดรเวอร์ของ Android สำหรับติดต่อกับสมาร์ตโฟน แต่ล่าสุด คือ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง Canonical ก็ออกมาโชว์หน้าตาของ user interface ซึ่งใช้งานขอบทั้ง 4 ด้านของหน้าจอในการทำงานต่างๆ เช่น แอพทีชอบ (Favorite) จะซ่อนอยู่ที่แถบด้านซ้าย แถบ Search อยู่ด้านบน เลื่อนซ้ายเพื่อเรียกแอพก่อนหน้าขึ้นมา เป็นต้น รวมทั้งรองรับการสั่งงานด้วยเสียง การแบ็กอัพข้อมูลขึ้นคลาวด์โดยอัตโนมัติ และหน้าจอ Welcome ที่เปลี่ยนลวดลายได้

EW-12

 

นอกเหนือจาก Ubuntu for Android แล้ว ยังมี Ubuntu ที่รันบนสามร์ตโฟนโดยไม่ต้องใช้ Android ด้วย คาดว่าในปี 2556 -2557 นี้จะมีสมาร์ตโฟนที่รัน Ubuntu ออกมา หนึ่งในนั้นจะเป็น Samsung Galaxy Nexus

phone-naturally-neat

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่นอกจากจะเป็นกลุ่มนักพัฒนาแล้ว คาดว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจสนใจ คือ กลุ่มไอทีในองค์กร ซึ่ง Ubuntu บนสมาร์ตโฟน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจะดูแล และบริหารจัดการอุปกรณ์เดียวที่สามารถเป็นได้ทั้งโทรศัพท์ และเครื่องพีซี หรือ Thin Client ในเครื่องเดียว

อัพเดตข่าวคราวของเซ็นเซอร์ Leap Motion

หากยังจำกันได้ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2555 ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่ฮือฮาในวงการ คือ บริษัท Leap Motion, Inc (https://leapmotion.com/) ได้เปิดต้นแบบของ controller ที่จับการเคลื่อนไหวของมือด้วยเซ็นเซอร์ เพื่อใช้ในการควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์แทนเมาส์หรือทัชสกรีน ในช่วงนั้นมีการเปิดรับสั่งจองล่วงหน้าในราคาเครื่องละ $69 ซึ่งก็มีทั้งคนที่เชื่อ และคนที่คิดว่า นี่อาจเป็นเรื่องแหกตาระดับโลก!!

ภาพจาก Leap Motion

แต่ล่าสุด คือเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2556 ก็มีข่าวอัพเดตว่า Asus ประกาศจะบันเดิลตัวคอนโทรลเลอร์ของ Leap Motion ไปกับคอมพิวเตอร์บางรุ่นที่จะออกตลาดในปีนี้ งานนี้จึงคาดกันว่า นี่จะเป็นคู่แข่งรายสำคัญต่อ Kinect ของไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ทั้ง 2 อย่างนี้ ก็มีการใช้งานที่ต่างกัน คือ เซ็นเซอร์ของ Leap Motion จะจับการเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วน Kinect นั้น จับความเคลื่อนไหวของอวัยวะและตัวบุคคล นอกจากนี้ Michael Buckwald ซึ่งเป็น CEO ของ Leap Motion ยังบอกอีกว่า เทคโนโลยีใหม่ของเขานี้จะสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าการใช้ทัชสกรีน ซึ่งนั่นหมายถึง Window 8 ตรงๆ เลย โดย The Leap Motion จะมีทั้งรุ่นที่ใช้ได้กับ Windows 8 และ OS X สำหรับรุ่นที่ใช้ซีพียู ARM ซึ่งหมายถึงสมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตก็จะตามมาในอนาคต

นอกเหนือจากเทคโนโลยี Motion Sensor แล้ว เทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะนำมาใช้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์แทนเมาส์ ก็ยังมีอีก ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการด้วยเสียง หรือ แม้แต่การใช้สายตาควบคุม (Eye tracking) ซึ่งก็มีบริษัทอย่าง Tobii Technology พัฒนาอยู่เช่นกัน (http://www.tobii.com/en/eye-tracking-integration/global/) และจะนำเสนอในงาน CES 2013 ที่ลาสเวกัส 8-11 มกราคม นี้

ภาพจาก Tobii Technology

กู๊ดเยียร์ เปิดตัว Goodyear Mobile App

กู๊ดเยียร์ เปิดตัวแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน Goodyear Mobile App เพื่อนคู่ใจนักเดินทางที่ช่วยให้การดูแลรักษารถและยางรถยนต์เป็นเรื่องง่าย เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชั่น“ผู้ช่วยอัจฉริยะ Assist ME” ช่วยแจ้งเตือนการเช็คสภาพรถและยางรถยนต์ให้พร้อมสำหรับทุกการเดินทาง เป็นครั้งแรกในแอพพลิเคชั่น อาทิ การตรวจเช็คลมยาง แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง พร้อมฟีเจอร์ Hotline เพื่อขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน รวมถึงฟังก์ชั่น Find Dealer ที่ช่วยค้นหาศูนย์บริการยางกู๊ดเยียร์ที่ใกล้ที่สุดได้อย่างแม่นยำ และฟังก์ชั่นคำแนะนำเพื่อการขับขี่อย่างประหยัดปลอดภัย การเลือกใช้ยางรถยนต์ให้เหมาะกับความต้องการ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด Goodyear Mobile App โดยพิมพ์คำว่า “Goodyear” ได้ที่ AppStore (iOS) และ Google Play (Andriod) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน คู่ใจนักเดินทาง Goodyear Mobile App เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Happy Goodyear 2013 กู๊ดเยียร์ ดูแลคุณทุกการเดินทาง” ซึ่งมี 3 กิจกรรมที่เสริมประสานกัน ได้แก่ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับคุณผู้หญิงที่ขับรถ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นาน 3 เดือน ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ www.goodyear.co.th ต่อยอดด้วยการโครงการ “ถนนปลอดภัย” รณรงค์การขับขี่อย่างปลอดภัยและลดอุบัติเหตุจราจร พร้อมมอบซีดีเพลงชุดพิเศษและคู่มือขับประหยัดปลอดภัย รวม 3,000 ชุด และ Goodyear Mobile App ดังกล่าว

ฟังก์ชั่นเด่นของ Goodyear Mobile App

Open

ผู้ช่วยอัจฉริยะ “Assist ME” ช่วยแจ้งเตือนการเช็คสภาพรถและยางรถยนต์ให้พร้อมสำหรับทุกการเดินทาง คุณสามารถเริ่มต้นการทำงานของผู้ช่วยอัจฉริยะ “Assist ME” เพียงกดปุ่ม “ตั้งเวลาใหม่” เพื่อบันทึกวันที่ล่าสุดของการดูแลรถยนต์ในแต่ละส่วน ทั้งการเติมลมยาง การเช็คถังพักปัดน้ำฝนและน้ำกลั่นแบตเตอรี่ การสลับยาง/ถ่วงล้อครั้งต่อไป การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และการเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อครบอายุการใช้งาน จากนั้นกดปุ่ม “เปิดแจ้งเตือน” โดยสามารถเลือก “ตั้งระยะทาง” เพื่อระบุระยะทางที่ใช้งานโดยเฉลี่ยต่อเดือน แทนการระบุวันที่ล่าสุดที่ได้สลับยาง/ถ่วงล้อ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และเปลี่ยนยางรถยนต์ เพื่อให้ “ผู้ช่วยอัจฉริยะ Assist ME” สามารถแจ้งเตือนเมื่อครบกำหนดดูแลรถยนต์ครั้งต่อไปได้อีกด้วย

ฟีเจอร์ Hotline เพื่อขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ที่รวบรวมเบอร์โทรศัพท์สายด่วน พร้อมระบบโทรออกได้ทันที ให้คุณอุ่นใจในยามคับขัน

ฟังก์ชั่น Find Dealer ที่ช่วยค้นหาศูนย์บริการยางกู๊ดเยียร์ที่ใกล้ที่สุดทั่วประเทศได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะมีรายชื่อศูนย์บริการกู๊ดเยียร์ รายละเอียดของร้านและกดโทรออกเพื่อติดต่อศูนย์บริการได้ทันที

นอกจากนี้ ยังมีเมนู Driving Tips ที่รวบรวมคำแนะนำในการตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆ และเทคนิคในการขับขี่อย่างประหยัดปลอดภัย ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับยางกู๊ดเยียร์และโปรโมชั่นล่าสุดจากกู๊ดเยียร์ รวบรวมไว้ในเมนู Products และ Promotion ซึ่งช่วยให้คุณเลือกใช้ยางรถยนต์ได้เหมาะสมกับความต้องการ

พบซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นภัยคุกคามต่อผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากการศึกษาใน 5 ประเทศ ยืนยัน 2 ใน 3 ของกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ทดลอง ติดไวรัส

ไมโครซอฟท์ เปิดเผยผลการวิจัยความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าร้อยละ 63 ของดีวีดีปลอมแปลงและคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งด้วยระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มีความเสี่ยงต่อไวรัสและมัลแวร์ ทีมพิสูจน์ความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ได้ทำการวิจัยโดยใช้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ 118 รายการ ที่ซื้อมาจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และ เวียดนาม จากกลุ่มตัวอย่างที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบคอมพิวเตอร์ติดไวรัสและมัลแวร์กว่า 2,000 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นไวรัสที่อันตรายต่อคอมพิวเตอร์อย่างมากหลากหลายชนิด อาทิ Backdoors Hijackers Droppers Bots Crackers Password Stealers และ Trojans

ผลการวิจัยแจ้งว่า ร้อยละ 77 ของคอมพิวเตอร์ที่นำมาตรวจสอบพบ Windows Update ไม่ทำงานหรือถูกส่งไปยังบริการอัพเดตของกลุ่มบุคคลที่สาม เนื่องจากการที่ Windows Update ไม่ทำงาน ระบบคอมพิวเตอร์จึงเลี่ยงการตรวจสอบของซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์และไม่ยอมรับการอัพเดทโปรแกรมความปลอดภัยที่จำเป็น ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถป้องกันตัวเครื่องจากการถูกไวรัสโจมตี การติดไวรัส และการถูกเจาะเข้าสู่ระบบได้

อาชญากรรมทางไซเบอร์ทุกรูปแบบจะใช้ไวรัสในการบุกรุกเพื่อผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่การเจาะรหัสเพื่อเข้าไปขโมยข้อมูลทางการเงินและบัตรเครดิต รวมไปถึงการส่งอีเมล์ขยะหรือส่งคำขอเป็นเพื่อนที่มีเจตนาฉ้อโกงทาง Social Media ในรูปของการบริจาคการกุศลหรือการยื่นข้อเสนอหลอกลวง (อาทิ จากสินค้าที่เป็นยาปลอม) อาชญากรรมเช่นนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทผิดกฎหมายเหล่านี้นั่นเอง สำหรับองค์กรธุรกิจต่างๆ ความเสี่ยงเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมข้อมูลลับของบริษัทและการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่ติดไวรัสซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ ระบบการทำงานล้มเหลวและหยุดชะงักบ่อยครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ได้นำไปสู่ความเสียหายทางการเงินที่รุนแรงและความเสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงของบริษัท

“ผลการวิจัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการใช้ซอฟต์แวร์ปลอมมีอันตรายต่อผู้ใช้จริง” นายเจฟ บัลวิงเคิล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและองค์กร ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่น ของไมโครซอฟท์ เปิดเผย “ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์เปรียบเสมือนแหล่งกำเนิดของอาชญากรรมทางไซเบอร์ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสูงมากกว่าราคาของซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เสียอีก เราจึงอยากช่วยให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจต่อความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และให้คำแนะนำแก่ผู้บริโภคเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานคอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้ จากรายงานของ Norton Cybercrime ปี 2012 พบว่าค่าความเสียหายจากอาชญากรรมทางไซเบอร์มีมูลค่ามากถึง หนึ่งแสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อหนึ่งคนเท่ากับ 197 ดอลล่าร์สหรัฐ

หน่วยงานจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องการพิทักษ์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงผลกระทบของการใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และได้พยายามลดจำนวนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคหันมาใช้เฉพาะซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์

บก.ปอศ. ได้แนะนำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายแล้วผู้บริโภคยังจะทำให้ตัวเองและครอบครัวเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากสแปม โปรแกรมไวรัส หรือมัลแวร์ ซึ่งจะเกิดผลเสียทั้งต่อข้อมูลและหากนำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอาจเกิดปัญหาได้ภายหลัง

“ได้มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีเจตนาซื้อซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์หรือซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย แต่ก็มีผู้บริโภคอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ถูกหลอกให้ซื้อซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์โดยผู้ขายอ้างว่าเป็นซอฟต์แวร์มีลิขสิทธิ์ บก.ปอศ.จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้” พ.ต.อ. ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการและโฆษก บก.ปอศ. กล่าว

ไมโครซอฟท์ มีคำแนะนำให้แก่ผู้บริโภคปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนี้

  • ถามหาซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ทุกครั้ง
  • ซื้อจากผู้แทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือและหลีกเลี่ยงข้อเสนอที่ ‘คุ้มค่าเกินความเป็นจริง’
  • ตรวจสอบให้มั่นใจว่าสินค้าที่ซื้ออยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เรียบร้อย
  • หากเป็นคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์วินโดวส์ กรุณามองหาฉลากของแท้หรือใบรับประกันของแท้ที่ติดไว้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์แล้ว สำหรับการตรวจสอบหลังการซื้อ สามารถเข้าสู่ระบบได้ที่ www.howtotell.com เพื่อยืนยันว่าฉลากที่มีอยู่นั้นเป็นของแท้

ผลการวิจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีข้อสรุปที่คล้ายคลึงกับผลการวิจัยที่เพิ่งรายงานออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยไมโครซอฟท์ ประเทศจีน และไมโครซอฟท์กำลังดำเนินการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลุ่มตัวอย่างคอมพิวเตอร์และซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะนำผลสรุปมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาให้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ การคุกคาม และความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไมโครซอฟท์ คาดว่าจะตีพิมพ์ผลการวิจัยและบทวิเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบในไตรมาสแรกของปี 2556

อวยพรปีใหม่ 2013 ผ่าน SMS ตก เปลี่ยนไปส่งความสุขผ่านแอพพลิเคชั่น และโซเชียลเน็ตเวิร์กแทน

ดร.อโณทัย รัตนกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ธุรกิจโมบายล์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า“ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี เก่าต้อนรับปีใหม่ ประชาชนยังคงนิยมส่งความสุขและคำอวยพรให้กันผ่านมือถือ และจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน รวมทั้งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านแอร์การ์ด และสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ที่ง่ายขึ้น ผนวกกับบริการ 3G ทำให้การส่งความสุขและอวยพรผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์ค และแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตและมือถือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งข้อความผ่านแชตแอพพลิเคชั่น อาทิ LINE, Whatsapp ที่ สามารถส่งข้อความอวยพรหากลุ่มเพื่อนได้หลายๆ คนในเวลาเดียวกัน และส่งได้ทั้งข้อความ รูปภาพ สติ๊กเกอร์ เสียง และวิดีโอ รวมถึงบริการสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค และ อินสตาแกรม ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคครั้งสำคัญ ตอบรับความต้องการใช้งาน 3G ที่กำลังจะ เกิดขึ้น โดยในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2555 – 1 มกราคม 2556 ยอดการใช้งานดาต้าพุ่งสูงขึ้นกว่า 300% เมื่อเทียบกับช่วงปีใหม่ของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ใกล้เคียงกับปริมาณการใช้งานในวันปกติตลอดทั้งปี ทั้งนี้ การส่งความสุขด้วย SMS มีการใช้งานน้อยลง แต่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก ส่วน MMS มีการ ใช้งานเพิ่มขึ้น 100%”