02/08/2023

เราจะทำอะไรเพื่อประเทศไทยพรุ่งนี้?

โดย พงษ์ ผาวิจิตร (ตีพิมพ์ในนิตยสาร Eworld ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2011)

เมื่อเร็วๆ นี้มีโอกาสไปทำธุระที่ปากช่อง วังน้ำเขียว และระยองอยู่บ่อยๆ เห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเหมือนๆ กันคือ คนชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งเริ่มหนีออกจากศูนย์กลางของเมืองไปแสวงหาแนวทางใหม่ที่ตรงกับวิถีชีวิตของตนเอง ก็ไม่ต่างจากที่คนเก่งๆ จากประเทศกำลังพัฒนาที่ไปเรียนหนังสือและเติบโตในโลกตะวันตก แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็หันหลังกลับบ้านเกิดเมืองนอน

แนวโน้มนี้เหมือนกับกระแส Retro ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ธุรกิจ เพลง อาหาร หรือภาพยนตร์  การเกิด Retro ทุกครั้งย่อมเติมนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปกับกระแสเดิมเสมอ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมนุษย์ยืนยันอย่างนั้น ยังไม่เคยมีกงล้อประวัติศาสตร์วงไหนที่ซ้ำรอยเดิมเปี๊ยะ เพราะหนึ่งในพัฒนาการของสังคมคือ การที่คนจากสังคมหนึ่งนำความต่างไปยังอีกสังคมหนึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าในอีกไม่เกินห้าปีครั้งหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างขนานใหญ่ เมืองใหญ่จะไม่ใช่แหล่งงาน แต่จะกลายเป็นเหมือนสลัมกัลกัตตาที่คนที่ไม่มีทางเลือกมากนักเลือกจะเข้ามาอยู่ไปวันๆ อย่างน้อยก็มีกองขยะให้คุ้ยเขี่ยเพื่อเป็นแหล่งอาหารได้มากกว่า ส่วนคนที่มีความสามารถและมีศักยภาพจะกลับไปยังเมืองเล็กๆ มากขึ้น.. อะไรทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น? มันเกิดจากการปะทะกันของหลายๆ สิ่งในสังคมไทยที่ผ่านมา..

หากเปรียบสังคมไทยในขณะนี้ เราผู้อยู่ในเหตุการณ์ร่วมสมัยก็เหมือนนกตัวหนึ่งในฝูงนกนับหมื่นตัวที่ต่างตื่นตูมบินขึ้นท้องฟ้าพร้อมๆ กันอย่างโกลาหล หาระเบียบไม่ได้ ต่างกันตรงที่นกนั้นถึงจะชุลมุนต่างตัวต่างบิน แต่มันก็ไม่เคยบินชนกันจนหัวล้านข้างแตก แถมเมื่อมองจากมุมไกล ฝูงนกทั้งฝูงก็มีระเบียบแบบแผนในการบิน แต่สังคมไทยในขณะนี้ เรายังหาระเบียบไม่ได้ แถมยังไล่ตีกันเองจนหัวแตก ซึ่งเรื่องที่ทะเลาะกันก็ไม่ใช่มาจากการแย่งดินแดนอย่างอดีต ไม่ใช่การแย่งอาหารเพื่อความอยู่รอด และก็ไม่ใช่แข่งกันแย่งเพศตรงข้ามเพื่อการเผยแพร่เผ่าพันธุ์อย่างสัตว์  แต่เป็นการตีกันเองเพราะเราไม่ยอมให้มีพื้นที่ทางความคิดต่าง  ทั้งๆ ที่โลกสมัยใหม่ต่างแสวงหาความหลากหลายของความคิด และอาณาบริเวณของความคิดก็มีขอบเขตไม่จำกัดมากเกินกว่าที่ทุกคนจะแบ่งปันกันคิดได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ฤาคนไทยแท้จริงไม่ใจดี

“เพราะเรากำลังเจอบทเรียนที่ยากที่สุด มากเกินกว่าประสบการณ์และความรู้ที่สังคมไทยเคยมีจะรับมือมันได้” นั่นเป็นคำอธิบายที่ผู้เขียนเคยเสนอให้กับเพื่อนฝูงกลุ่มหนึ่งที่นั่งวิสาสะหาสาเหตุถึงความยุ่งเหยิงของสังคมไทยในขณะนี้ ถ้าหากมองในบริบทนี้ ก็ต้องบอกว่า สังคมไทยกำลังเจอกับโจทย์โลกาภิวัฒน์ทางสังคมเป็นประเทศแรกของโลกในศตวรรษที่ 21 เหมือนกับญี่ปุ่นที่เป็นประเทศแรกที่โดนระเบิดนิวเคลียร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากนั้นญี่ปุ่นก็ก้าวกระโดดเข้าสู่ความเป็นประเทศมั่งคั่งใหม่ของโลกเคียงคู่กับประเทศเยอรมันนีที่แพ้สงครามเหมือนกัน โจทย์โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยเราเจอเมื่อปี พ.ศ. 2540 ถือเป็นบทโหมโรงสำหรับสังคมไทยใน พ.ศ. นี้ หากเราสามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ และสามารถสรุปบทเรียนของตัวเองได้ เราก็จะเป็นประเทศแรกในศตวรรษที่ 21 ที่ผ่านการทดสอบนี้ หรือในทางกลับกัน เราก็จะเป็นประเทศแรกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มเข้าขั้นประเทศพัฒนา แต่ถอยหลังกลับไปเป็นประเทศด้อยพัฒนาเป็นประเทศแรกหลังอาณาจักรอาตแลนติสที่สูญหายไป โดยมีสังคมพังยับเยินโดยไม่ต้องเจอสงครามโลก ทางเลือกของประเทศไทยอยู่ที่เราทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป และไม่มีอัศวินม้าขาว ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกที่จะช่วยเราได้อีกต่อไป

ถ้าเราคิดถึงประเทศไทยในมุมแรก.. เราก็จะเป็นประเทศวิวัฒน์ที่สามารถบอกกับคนทั้งโลกได้ว่า เราเป็นประเทศแรกที่ผ่านบททดสอบนี้ได้ด้วยภาคประชาชน ไม่ได้ด้วยภาครัฐที่เข้มแข็งอย่างประเทศพัฒนาแล้ว ..นั่นเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมิใช่หรือ?

Leave a Reply